วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

เมื่อco-morbidity ในjhcis เวอร์ชั่น 27 มกราคม 2555 หายไป

เนื่องจากหลายท่านอาจจะยังงงๆ หรือสงสัยว่าprinciple กับco-morbidity มันต่างกันอย่างไร วันนี้ผมก็เลยไปรวบรวมข้อมูลมาให้ทุกท่านได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้นะครับ

PRINCIPAL DIAGNOSIS (การวินิจฉัยหลัก)
การวินิจฉัยหลัก (principal diagnosis หรือ main condition)

ประกอบที่สำคัญ ได้แก่

1. การวินิจฉัยหลักมีได้เพียงการวินิจฉัยเดียวเท่านั้น แพทย์ผู้บันทึกต้องเขียน
คำวินิจฉัยโรคไว้เพียงโรคเดียว

2. การวินิจฉัยว่าโรคใดเป็นการวินิจฉัยหลักให้กระทำเมื่อสิ้นสุดการรักษาแล้ว
เท่านั้น เพื่อให้ได้คำวินิจฉัยโรคขั้นสุดท้าย
(final diagnosis) ซึ่งจะเป็นคำวินิจฉัยโรค
ที่ละเอียดชัดเจนมากที่สุด ดังนั้นการวินิจฉัยหลักอาจแตกต่างไปจากการวินิจฉัย
เมื่อแรกรับ
(admitting หรือ provisional diagnosis)
3. ในกรณีของผู้ป่วยใน โรคที่บันทึกเป็นการวินิจฉัยหลักต้องเป็นโรคที่เกิดขึ้น
ในตัวผู้ป่วยตั้งแต่ก่อนรับเข้าไว้รักษาในโรงพยาบาล มิใช่โรคแทรกที่เกิดขึ้นมาภายหลัง

ถึงแม้โรคแทรกที่เกิดมาภายหลังจะทำให้สูญเสียทรัพยากรหรือค่าใช้จ่ายในการรักษา
มากกว่า แพทย์ก็มิอาจเลือกโรคแทรกมาบันทึกเป็นการวินิจฉัยหลักได้
4. ในผู้ป่วยที่มีโรคหลายโรคปรากฏขึ้นพร้อมๆกันตั้งแต่ก่อนรับเข้าไว้รักษาใน
โรงพยาบาล ให้เลือกโรคที่ได้ทำการรักษาเป็นการวินิจฉัยหลัก หากรักษาหลายโรค
พร้อมๆกัน ให้เลือกโรคที่รุนแรงที่สุดเป็นการวินิจฉัยหลัก หากโรคที่รักษาพร้อมๆกัน
หลายโรคมีความรุนแรงใกล้เคียงกัน ให้เลือกโรคที่ใช้ทรัพยากรในการรักษาสูงสุด
เป็นการวินิจฉัยหลัก
5. ในผู้ป่วยบางรายที่แพทย์วินิจฉัยโรคให้แน่ชัดไม่ได้จนสิ้นสุดการรักษาแล้ว
(ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บป่วยเองโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือผู้ป่วยเสียชีวิตโดยยัง
วินิจฉัยโรคไม่ได้ หรือส่งต่อผู้ป่วยไปรักษายังโรงพยาบาลอื่น
) ให้แพทย์บันทึกอาการ
(symptom) หรือ อาการแสดง (sign) หรือ กลุ่มอาการที่สำคัญที่สุดเป็นการวินิจฉัยหลัก
ตัวอย่างที่ 1 ผู้ป่วยประวัติเดิมเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง, โคเลสเตอรอลสูง
ได้รับการรักษาต่อเนื่องมาตลอด ครั้งนี้มีอาการปวดศีรษะ แพทย์ตรวจพบว่า
ความดันโลหิตสูง
200/140 mm Hg วินิจฉัยว่าเป็น malignant hypertension
รับไว้รักษาในโรงพยาบาล
การวินิจฉัยหลัก : Malignant hypertension
การวินิจฉัยร่วม : Diabetes mellitus type 2, Hypercholesterolemia
…………………………………………………………………………

การวินิจฉัยร่วมและการให้รหัส

การวินิจฉัยร่วม (Comorbidity / Pre-admission comorbidity)
โรคที่เป็น การวินิจฉัยร่วม (comorbidity) คือ โรคที่ปรากฏร่วมกับโรคที่เป็น
การวินิจฉัยหลักและเป็นโรคที่มีความรุนแรงของโรคมากพอที่จะทำให้ผู้ป่วยมีความ
เสี่ยงชีวิตสูงมากขึ้น หรือมีการดำเนินการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาเพิ่มขึ้นระหว่าง
การรักษาตัวในโรงพยาบาลครั้งนั้น
A. องค์ประกอบที่สำคัญตามคำจำกัดความของโรคที่เป็นการวินิจฉัยร่วม ได้แก่
1. เป็นโรคที่พบร่วมกับการวินิจฉัยหลัก หมายความว่า เกิดขึ้นก่อน หรือ พร้อมๆ
กับโรคที่เป็นการวินิจฉัยหลัก คือเป็นโรคที่เกิดขึ้นในตัวผู้ป่วยตั้งแต่ก่อนรับเข้าไว้
รักษาในโรงพยาบาล มิใช่โรคแทรกที่เกิดขึ้นมาภายหลัง
2. เป็นโรคที่มีความรุนแรงมากพอที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรก
เสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือ พิการระหว่างรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้ต้อง
เพิ่มการตรวจพิเศษ เพิ่มยาหรือเวชภัณฑ์ ต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติมจากแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญแผนกอื่นๆ ต้องทำการรักษาเพิ่มเติม
3. แพทย์สามารถบันทึกการวินิจฉัยร่วมได้มากกว่า 1 โรค โดยไม่จำกัดจำนวนสูงสุด
ที่จะบันทึกได้
B. โรคที่มักเป็นการวินิจฉัยร่วม ได้แก่ โรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
ไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคประจำตัวผู้ป่วย เช่น systemic lupus
erythematosus, old cerebrovascular accident ฯลฯ ในกรณีผู้ป่วยบาดเจ็บ
หลายตำแหน่ง มักมีบาดแผลต่างๆที่มีความรุนแรงน้อยกว่าบาดแผลหลักเป็นโรคร่วม
อยู่เสมอ
Common comorbid diseases accompanying principal diagnosis
Chronic diseases
- Diabetes mellitus type 2 - Chronic renal failure
- Rheumatoid arthritis - Hypertension
- Ischemic heart disease - Systemic lupus erythematosus
การให้รหัสการวินิจฉัยร่วม (Comorbidity / Pre-admission comorbidity coding)
การให้รหัสโรคที่เป็นการวินิจฉัยร่วมทุกรหัส ต้องมีการวินิจฉัยโรคอย่างเป็น
ลายลักษณ์อักษรของแพทย์ผู้ดูแล หรือร่วมกันรักษาเป็นหลักฐานรับรองการบันทึกรหัสเสมอ
ผู้ให้รหัสไม่สามารถนำเอาผลการตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ หรือการตรวจพิเศษอื่นใด
ที่มิใช่คำวินิจฉัยโรคของแพทย์มาตีความเป็นการวินิจฉัยร่วมเองโดยพลการ ถ้าหากมีข้อสงสัย
ว่าผู้ป่วยจะมีโรคที่เป็นการวินิจฉัยร่วมอื่นใดที่แพทย์ลืมบันทึก ผู้ให้รหัสอาจส่งเวชระเบียน
ให้แพทย์พิจารณาทบทวนวินิจฉัยโรคเพิ่มเติมได้ก่อนให้รหัส
ตัวอย่าง ผู้ป่วยเดินข้ามถนนถูกรถยนต์ชน ไม่รู้สึกตัว แพทย์ตรวจพบว่าความดันต่ำ
ไม่ค่อยรู้สึกตัว ทำผ่าตัดช่องท้อง พบ
ruptured spleen ทำผ่าตัด splenectomy
ตรวจ
CT Scan ศีรษะพบ left frontal cerebral contusion รักษาโดยให้ยาลดสมองบวม
ตรวจ
X-rays pelvis พบ fracture pubic rami รักษาโดยใส่ external fixator
ผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล 30 วัน จึงกลับบ้าน
การวินิจฉัยที่ผิด
การวินิจฉัยหลัก : Car accident with ruptured spleen with cerebral contusion with
fracture pelvis
การวินิจฉัยร่วม : -
External cause : -
การวินิจฉัยที่ถูก
การวินิจฉัยหลัก : Ruptured spleen
การวินิจฉัยร่วม : Cerebral contusion left frontal, Fracture pelvis
External cause : Pedestrian in collision with car in traffic accident  


EXTERNAL CAUSE OF INJURY AND POISONING (สาเหตุภายนอก)
(กลไกการบาดเจ็บ หรือการได้รับพิษ)
กลไกการบาดเจ็บหรือกลไกการได้รับพิษ (external cause of injury and poisoning)
คือ ข้อมูลที่ได้จากการซักประวัติผู้ป่วย เพื่อให้ทราบว่าบาดเจ็บมาอย่างไร เป็นอุบัติเหตุ
ถูกทำร้าย ฆ่าตัวตาย ฯลฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลมาใช้ป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเป็นสาเหตุ
ให้สูญเสียประชาชนไทยก่อนวัยอันควร แพทย์ต้องระบุกลไกการบาดเจ็บของผู้ป่วย
บาดเจ็บทุกราย
A. องค์ประกอบที่สำคัญของ กลไกการบาดเจ็บ ได้แก่
1. บอกลักษณะกลไกการบาดเจ็บได้อย่างละเอียด เช่น บรรยายว่านั่งซ้อนท้ายรถ
จักรยานยนต์จะไปทำงาน แล้วรถจักรยานยนต์สะดุดก้อนหินลื่นล้มเอง หรือ
บรรยายว่าถูกฟันด้วยมีดอีโต้ขณะไปเที่ยวที่งานวัด
2. ระบุได้ชัดเจนว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือถูกทำร้าย หรือเป็นการฆ่าตัวตาย หรือ
ทำร้ายตัวเอง
B. ผู้ให้รหัสมีหน้าที่สำคัญยิ่งในการบันทึกรหัสผู้ป่วยบาดเจ็บ ถ้าหากแพทย์ไม่ระบุ
กลไกการบาดเจ็บ หรือ ระบุกลไกไม่ชัดเจน ผู้ให้รหัสต้องสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม
จากเวชระเบียน เพื่อให้รหัส external cause ได้ครบถ้วนและถูกต้องตรงตามมาตรฐาน
การให้รหัสผู้ป่วยบาดเจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรหัสกิจกรรม, รหัสสถานที่เกิดเหตุ และ
รหัสตำแหน่งผู้ป่วยในยานพาหนะแต่ละแบบ




วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คำนำหน้าชื่อที่ขึ้นต้นด้วย00X

ก่อนอื่นผมต้องขออภัยด้วยสำหรับหลายๆท่านที่ได้ติดบล็อกของผมมาโดยตลอด วันนี้ผมเพิ่งได้รับความกระจ่างจากทั้งผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบข้อมูลของสนย.และอาจารย์ของพวกเราอาจารย์สัมฤทธิ์ เรื่องคำนำหน้าชื่อที่จำเป็นต้องเป็น00X แทนที่จะเป็นเด็กชาย เด็กหญิง หรืออื่นๆเรื่องของเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ ทางสนย.ต้องการคำนำหน้าชื่อเป็น 001 002 003 004 005 ฯลฯ แต่ผู้ใช้ของjhcisทั้งหลายกลับงงหรือไม่เข้าใจกับคำนำหน้าชื่อที่มันต้อง00x หลายๆคนอันนี้รวมถึงผมด้วย ก็เลยไปจัดการเปลี่ยนซะด้วยคำสั่ง mysql ที่หลายท่านคงได้ใช้ไปแล้ว ปัญหาที่ตามมาคือเวลาที่ท่านเข้าไปที่เมนูประชากรแล้วดึงคนขึ้นมาปรับปรุงข้อมูลสิ่งที่ปรากฎคือคำนำหน้ามันหายไปต้องมาคลิ๊กใส่ใหม่ทุกครั้ง
สาเหตุที่เป็นแบบนั้น เพราะที่หน้าข้อมูลพื้นฐานประชากรมันจะแสดงค่าเป็น00X แล้วมันก็จะลิ้งค์ไปที่ตารางctitle จากนั้นที่ตารางctitle จะแปลค่าจาก00X มาแสดงที่หน้าข้อมูลพื้นฐานประชากรเป็น เด็กชาย เด็กหญิง ฯลฯ สำหรับท่านที่ได้เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อจาก00Xเป็นเด็กชาย ฯลฯ  แล้วนั้นขอให้ปฏิบัติดังนี้
log in เข้า jhcis ด้วย adm แล้วไปที่ ระบบข้อมูลพื้นฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
จากนั้นไปที่เมนูเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเดิม(free  text)เป็นรหัสคำหน้าชื่อ
เท่านี้jhcis ของท่านก็กลับมาเป็นปกติ สามารถส่งมูลข้อไปได้ทั้ง สนย.และสปสช.ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การคีย์ข้อมูลในJHCISเพื่อให้ออกที่แฟ้ม 19 20 21

การคีย์ข้อมูลในJHCISเพื่อให้ออกที่แฟ้ม 19 20 21
หลายๆท่านอาจกำลังสับสนว่าจะคีย์ข้อมูลอย่างไรในJHCIS ให้ปฏิบัติตามนี้นะครับ

1. แฟ้ม ncdscreen.txt => บันทึกที่เมนู .ระบบคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง.
2. แฟ้ม chronicfu.txt => บันทึกเพิ่มเติม ที่เมนู บริการ / คลิ๊กที่ปุ่มฯ NCD Screen & FU
3. แฟ้ม labfu.txt => บันทึกเพิ่มเติม ที่เมนู บริการ ดังนี้
3.1 คลิ้กที่ปุ่ม นํ้าตาล (ได้รหัส Lab 01 - 04) ดังนี้
01=ตรวจนํ้าตาลในเลือด จากหลอดเลือดดำ (FBS) หลังอดอาหาร
02=ตรวจนํ้าตาลในเลือด จากหลอดเลือดดำ (FBS) โดยไม่อดอาหาร
03=ตรวจนํ้าตาลในเลือด จากเส้นเลือดฝอย (DTX) หลังอดอาหาร
04=ตรวจนํ้าตาลในเลือด จากเส้นเลือดฝอย (DTX) โดยไม่อดอาหาร
3.2 ที่แทร็บตรวจมะเร็ง & บริการอื่น / คลิ้กที่ปุ่มฯ การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น …(ได้รหัส Lab 05 – 13 )
ที่เมนูบริการ คลิ้กเลือกแทร็บ ตรวจมะเร็ง & บริการอื่น / แล้วคลิ้กที่ปุ่มฯ การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น (Trigriceride - ….) โดยข้อมูลจะบันทึกลงตาราง visitlabchcyhembmsse และได้ข้อมูลออกมาในแฟ้ม LABFU.txt ในคอลัมภ์ LABTEST ( รหัส 05 - 13) โดยรหัส 05 – 13 นี้จะอยู่ในกลุ่ม Lab Chemeclinic ( กลุ่ม Chemeclinic(เคมีคลีนิค) โดยรหัสแล็ป ขึ้นต้นด้วย CH ) ดังนี้
05 – CH99 -> HbA1c
06 – CH25 -> Triglyceride
07 – CH07 -> Total Cholesterol
08 – CH14 -> HDL Cholesterol
09 – CH17 -> LDL Cholesterol
10 – CH04 -> BUN
11 – CH09 -> Creatinine
12 – Cha1 -> albumin ในปัสสาวะ(Urine Protein)
13 – CHc1 -> Creatinine ในปัสสาวะ
โดยข้อมูลจะบันทึกลงตาราง visitlabsugarblood และได้ข้อมูลออกมาในแฟ้ม LABFU.txt ในคอลัมภ์ LABTEST
เครดิต: อาจารย์ไชยาภรณ์  ใจอู่  สสจ.นนทบุรี ที่กรุณานำมาเผยแพร่ 

ป้องกันเงินหายได้อย่างไรเมื่อท่านต้องจ่ายยาสมุนไพร

หายๆแห่งประสบปัญหาจ่ายยาสมุนไพรไปตั้งเยอะ ทำไมมันถึงได้เงินจัดสรรมาน้อยจัง ทั้งๆที่ก็จ่ายยาสมุนไพรไปตั้งเยอะ  และสปสช.เอาข้อมูลมาจากใหนมาจัดสรร ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เงินในส่วนของการจ่ายยาสมุนไพรของเราหายไปโดยไร้ร่องรอย ให้มาดำเนินการดังนี้
1.กรณีที่มีแพทย์แผนไทย ที่มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย ก็ให้ใส่เลขใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยลงไป(คนส่วนน้อยของประเทศ)
2.กรณีที่ไม่มีแพทย์แผนไทย มีแต่เจ้าหน้าที่ทั่วไปเช่น พยาบาลวิชาชีพ(จะNP หรือRNก็แล้วแต่)
 นักวิชาการสาธารณสุข เจ้าพนักงานสาธารณสุข เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข รวมถึงผู้ช่วยแพทย์แผนไทย ซึ่งคนกลุ่มนี้คือคนส่วนใหญ่ในวงการสาธารณสุขและคนกลุ่มนี้ก็ไม่มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย ให้เอาเลขบัตรประชาชน13หลักใส่แทนในช่องใบวิชาชีพแผนไทย
login เข้าJHCIS ไปด้วย adm แล้วไปที่ ระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ แล้วไปที่ผู้ใช้งานโปรแกรม(user)&แพทย์แผนไทย ที่ฟิลด์สุดท้ายเลขใบวิชาชีพแผนไทย ให้ใส่เลขที่บัตรประชาชน13หลักของเจ้าหน้าที่แต่ละคนเข้าไป เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วแถมวินิจฉัยโรคแพทย์แผนไทยได้ด้วย
คราวนี้ก็คำถามต่อไป  ใครหละที่จ่ายยาสมุนไพรได้ คำตอบคือใครก็จ่ายยาสมุนไพรได้ครับ จากการชี้แจงของสปสช.ในระยะแรกให้ใส่เลขที่บัตรประชาชนเข้าไปก่อน จากนั้นสปสช.เค๊าจะไปวิเคราะห์ดูว่ามียาสมุนไพรที่จ่ายโดยผู้มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยกี่คน และจ่ายยาสมุนไพรโดยผู้ที่ไม่ใช่ผู้มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยกี่คน
        ดังนั้นเราต้องติดตามสปสช.อย่างตาไม่กระพริบว่า หลังจากที่สปสช.ได้บอร์ดบริหารใหม่แล้ว แต่ละกองทุนกองทุนใหนบ้างมันจะเปลี่ยนไป
  

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การคีย์แพทย์แผนไทย

พอดีวันนี้คนที่คุ้นเคยจากสปสช.เขต โทรศัพท์มาแจ้งเรื่องการคีย์ข้อมูลแพทย์ไทยในโปรแกรมjhcis เพื่อรองรับการจ่ายเงินในกองทุนแพทย์แผนไทยปี 2555 ท่านได้แจ้งว่าข้อมูลแพทย์แผนไทยในปี  2555 ให้คีย์ออนไลน์ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ถึง ธันวาคม 2554 แต่ตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 สปสช.จะเอาข้อมูลมาจาก 21 แฟ้ม แล้วพวกเราหน่วยบริการทั้งหลายต้องอย่างไรบ้างหละ
1.ทุกสถานบริการที่เปิดนวด ต้องไปลงทะเบียนผู้ให้บริการนวดที่เวปสปสช.(เวปเดิมที่เคยคีย์ออนไลน์นั่นหละครับ)เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการmap ผู้นวดกับ21แฟ้ม
2.ในjhcis ที่เมนูuser เราต้องไปเพิ่มรายชื่อผู้ให้บริการนวดไว้
3.ในส่วนของเลขที่ใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย ถ้าท่านใดมีก็ใส่ไปให้เรียบร้อย ส่วนท่านใดที่ไม่มีเลขประกอบวิชาชีพ ตอนนี้ข้อแนะนำที่ผมแนะนำให้ได้คือใส่เลขอะไรก็ได้ไปก่อน(เพื่อให้ท่านสามารถวินิจฉัยโรครหัสU ได้
4.เมื่อมีผู้มารับบริการนวดในรพ.สต. ให้วินิจฉัยโรคเป็น2ตัว คือมีรหัสM เป็น principle และมีรหัสUเป็น co-morbidity เช่น นาง ก.มาด้วยอาการปวดกล้ามเนื้อหลายตำแหน่ง ตรวจแล้วแนะนำให้รักษาด้วยการนวด
วินิจฉัยโรค= M79.10 principle และ  U75.05 co-morbidity
จ่ายยา =9997811การนวดด้วยวิธีการแพทย์แผนไทยแบบราชสำนักที่ไม่ระบุตำแหน่ง(ไม่ได้fixตายตัวรหัสนี้รหัสเดียว หัตถการก็จ่ายตามจริงตามตำแหน่งที่นวดครับ)
5.ในการคีย์ผู้ที่มารับบริการนวดในJHCISต้องใช้ login ของผู้ที่ลงทะเบียนนวดกับสปสช.ไว้แล้วเท่านั้น ห้ามใช้ log in ของผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนผู้นวดกับสปสช. ไปคีย์บริการนวดเด็ดขาด
ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกท่านที่ได้ติดตามblogของผมมาโดยตลอด ที่ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้โพสบทความให้อ่าน พอดีช่วงนี้งานเข้าผมเยอะมากครับ เคลียร์ทุกวันงานก็ยังออกไม่หมดซะที

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การส่ง21แฟ้มจังหวัดอุดรธานี

แจ้งทุกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่งในจังหวัดอุดรธานี ขอแจ้งเรื่องการ
ส่งข้อมูล21แฟ้ม ให้ทุกสถานบริการส่งดังนี้
ครั้งที่1 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2554(ส่งข้อมูลจากวันที่1-10 พฤศจิกายน) ตั้งแต่เวลา 20.30-23.59น.
ครั้งที่ 2 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554(ส่งข้อมูลจากวันที่11-17 พฤศจิกายน) ตั้งแต่เวลา 20.30-23.59น.
ครั้งที่ 3 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554(ส่งข้อมูลจากวันที่ 18-24 พฤศจิกายน) ตั้งแต่เวลา 20.30-23.59น.
และครั้งสุดท้าย วันที่ 1ธันวาคม 2554 (ส่งข้อมูลจากวันที่25-30 พฤศจิกายน)ตั้งแต่เวลา 20.30-23.59น.
โดย สสจ.อุดรธานีจะส่งข้อมูลไป สปสช.ในทุกวันศุกร์ตอนเช้า
เพื่อป้องกันการส่งข้อมูลซ้ำซ้อน ขอให้ตรวจสอบวันที่ในการส่งข้อมูลในแต่ละครั้ง
เป็นไปได้ควรจัดทำทะเบียนคุมการจัดส่ง21แฟ้มไว้ด้วย เพื่อป้องกันในกรณีที่ข้อมูลมีปัญหา




วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การลงOPPP2554 version 2.0.5

ณ วันเมื่อวานนี้ สปสช.ก็ได้คลอดโปรแกรมตรวจสอบคุณภาพข้อมูลเบื้องต้นoppp2554
ซึ่งเป็นเวอร์ชั่น2.0.5 มาพร้อมกับความกังขาของหลายคน installไปแล้วทำไมมันerrorเยอะจัง
วันนี้ผมก็เลยต้องรีบมาเฉลยให้ จะได้ไม่ต้องตกใจแค่ตกใจกับน้องน้ำก็เครียดกันมากพอแล้ว
งั้นเรามาเริ่มกันเลย ขั้นแรกให้เปิดโปรแกรมmysql query browser ขึ้นมาก่อน จากนั้นก็คลิ๊ก
เข้าโปรแกรมไป ที่มุม schemata ให้มองก้อนdatabase ที่ชื่อว่า oppp2554 เมื่อเจอแล้ว
ให้คลิ๊กขวาที่oppp2554 พร้อมกับเลือกdrop schema ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการในการถอด
ก้อนฐานข้อมูลเดิมทิ้งไป ขั้นต่อไปคือการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาใหม่ ด้วยการเปิด
mysql query browser ขึ้นมาอีกครั้ง ไปที่เมนูfile เลือก open script ก็ให้browseไปหาไฟล์
oppp 2554.sql (ซึ่งต้องโหลดใหม่จากหน้าเวปสปสช. ห้ามใช้ตัวเดิม) จากนั้นก็สั่งexcute
รอจนกว่าจะครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ปิดโปรแกรมออกไป ก็เป็นอันว่าเสร็จสิ้นในกระบวนการสร้างฐานข้อมูล
oppp 2554ตัวใหม่ ต่อไปก็เป็นการinstall โปรแกรม ผมแนะนำให้install จากไฟล์oppp2554.msi
การลงก็เหมือนเดิมนั่นหละครับ next next install ไปจนเสร็จสิ้น ก็closeออกมา
คราวนี้ก็ลองเข้าโปรแกรมดูด้วยการdouble clickที่shortcutของoppp2554เค๊าก็ฟ้องเหมือนเดิม
ว่าไม่สามารถติดต่อฐานข้อมูลได้ ก็ตอบok ไป เราก็ไปเปลี่ยนportเป็น3333และเปลี่ยน
passwordเป็น123456 แล้วก็คลิ๊กทดสอบ โปรแกรมก็จะบอกว่าเชื่อมต่อได้แล้วก็ตอบok
จากนั้นก็คลิ๊กที่บันทึกโปรแกรมก็จะบอกว่าทำการบันทึกและเชื่อมต่อฐานข้อมูลแล้วเราก็ตอบok
แล้วก็จะมีข้อความขึ้นมาอีกก็ให้ตอบokเท่านี้ครับ การเชื่อมต่อฐานข้อมูลก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ต่อไปก็ไปกำหนดสถานบริการให้เป็นของเราซะ เท่านี้ก็เป็นอันจบเสร็จสิ้นในการลงโปรแกรม
oppp2554 version 2.0.5 ครับ